สาระน่ารู้

บริการดีมีระบบ บริการครบด้วยน้ำใจ บริการประทับใจด้วยรอยยิ้ม บริการมาตรฐานสากลสู่ความเป็นเลิศ

ล้างโลก2

เมื่อองค์การอนามัยโลก (WHO) โดย เทดรอส แอดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการ WHO ประกาศเมื่อวันพุธที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา ณ กรุงเจนีวา ให้ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ โควิด-19 เป็นโรคระบาดใหญ่ (pandemic) ของโลกอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ โควิด-19 ปรากฏขึ้นครั้งแรกในจีนเมื่อเดือนธันวาคม 2562 และระบาดลุกลามไปทั่วโลกจนน่าวิตก

ความหมายขององค์การอนามัยโลกที่ว่าด้วย “การระบาดใหญ่” (pandemic) มีนัยถึงการระบาดของโรคที่มีขอบเขตทางภูมิศาสตร์กว้างขวางซึ่งก่อผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก!

การแพร่ระบาดของโควิด–19 ที่กระจายลุกลามไปทั่วโลก ได้ส่งผลให้เศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมต่างๆ หยุดชะงัก การท่องเที่ยวเดินทาง-ธุรกิจการบินแน่นิ่ง กิจกรรมทางวัฒนธรรมของทุกประเทศที่มีการแพร่ระบาดต้องหยุดลง เทศกาลบันเทิงและพิธีกรรมทางศาสนาสะดุด ต้องมีการปิดการเรียนการสอนไปทั่ว รวมทั้งส่งผลกระทบถึงการยกเลิกกิจกรรมกีฬา แม้แต่โอลิมปิกเกมที่เป็นกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติในกรุงโตเกียวก็ยังอยู่ในสภาพที่หาความแน่นอนไม่ได้ ต้องติดตามสถานการณ์กันแบบไม่กะพริบตา!
นี่คือผลกระทบที่แพร่เข้าถึงทุกมิติของชีวิต สังคม เศรษฐกิจ จนถึงวัฒนธรรมความเชื่อ รวมทั้งกิจกรรมท่องเที่ยวและสันทนาการ! ซึ่งผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกได้เรียกร้องให้ประชาคมนานาชาติเพิ่มความพยายามขึ้นเป็น 2 เท่า ในการจัดการกับการแพร่ระบาดนี้ พร้อมกับได้ระบุมาตรการเชิงรุกต่างๆ ที่จะใช้ในภาคปฏิบัติเพื่อหยุดยั้งการระบาดใหญ่ครั้งนี้!

เมื่อแรกเริ่มมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 นอกจีนไม่ถึง 100 คน มีเคสติดเชื้อจากคนสู่คนแค่ 8 เคสเท่านั้น มาถึงวันนี้พบผู้ติดเชื้อแล้วเกือบ 120,000 คน ใน 114 ประเทศ เสียชีวิต 4,291 คน 

ส่วนพื้นที่ระบาดหนักเคลื่อนไปอยู่ อิตาลี โดยมีผู้ติดเชื้อ 10,149 คน เสียชีวิต 631 ราย และ อิหร่าน ที่ติดเชื้อกว่า 9,000 คน เสียชีวิต 354 คน ซึ่งทางองค์การอนามัยโลกคาดว่า จำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจะเพิ่มมากขึ้นในช่วงไม่กี่วันและไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า!

หมอไมค์ ไรอัน ผู้อำนวยการบริหารโครงการฉุกเฉินของ WHO ชี้ว่า เมื่อมีการระบาดของโรคกระจายลุกลามไปยังมากกว่า 100 ประเทศ ซึ่งส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 100,000 คน ก็ถึงเวลาแล้วที่ต้องกลับมาทบทวนการตัดสินใจและออกประกาศเพื่อปกป้องและเพิ่มมาตรการที่จะช่วยหยุดการระบาดที่เป็นอยู่ โดยได้ชี้ถึงประสบการณ์เมื่อครั้งเผชิญกับการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ที่ผ่านมา ที่อาจมีผู้คนไปสรุปคิดกันผิดๆ เองว่า การระบาดใหญ่คือสถานการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ทว่า ประสบการณ์ของเกาหลีใต้, สิงคโปร์ และจีน ในการต่อสู้กับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง มันสามารถควบคุมได้!
โรคจัดระเบียบโลก จึงทำให้ได้เห็นภาพความเปลี่ยนแปลงของโลกในการจัดการตัวเองอย่างน่าสนใจ ผ่านความเคลื่อนไหวจากหลายมุมโลก!

จีน ต้นทางของโควิด-19

จีนเปลี่ยนความขวักไขว่สับสนอลหม่านมากผู้คนในเมืองใหญ่ เข้าสู่ความสงบอย่างเหลือเชื่อ การจัดการอย่างมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังของรัฐบาลและวินัยของผู้คนส่วนใหญ่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งภายในและการส่งออกสู่ระบบเศรษฐกิจโลกหยุดชะงักลง ผู้คนเก็บตัวกลับเข้าฐานที่มั่นในเมือง ในบ้าน ในครัวเรือน ในชุมชน รอฟังข่าวสาร จัดการตัวเอง และประสานความช่วยเหลือจากรัฐ

หลายเมืองที่มีการแพร่ระบาดหนักถูกปิดเมือง มีการจัดระบบเฝ้าระวังและฟื้นฟูรักษาแบบเด็ดขาด มีการใช้ระบบข้อมูลและการจัดการทางการสาธารณสุขการแพทย์ ร่วมกับการดูแลความมั่นคงภายในเข้ามาหยุดความเสียหายครั้งนี้ ซึ่งช่วงเวลากว่า 4 เดือน นับแต่ได้รับรู้ถึงการแพร่ระบาดของโรคร้าย สถานการณ์ในจีนก็ดีขึ้น คลี่คลายจนเรียกได้ว่า “เอาอยู่” ในที่สุด และอีกไม่นานคงได้กลับสู่สภาพปกติ อย่างยิ่งที่โลกรอคอย

อิตาลีและยุโรป กลับกลายเป็นพื้นที่น่าวิตก!

โดยเฉพาะอิตาลี! ที่มีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว จากการจัดการล่าช้าและการสาธารณสุขที่ต้องการประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ ณ วันนี้มีผู้ติดเชื้อเกือบหมื่นราย ยอดผู้เสียชีวิตมากกว่า 460 ราย และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เมืองท่าการค้าการท่องเที่ยวที่สำคัญหลายแห่งที่มีชื่อเสียงก้องโลกจึงต้องถูกปิด!
ผู้คนและการสาธารณสุขต้องปรับตัวฟื้นฟูเฝ้าระวังใหม่เพื่อหยุดการระบาดของโควิด-19 เมืองและผู้คนที่เคยคึกคักปิดตัวอยู่อย่างสงบในความเงียบงัน แต่ละคนต่างป้องกันตัวด้วยการอยู่ในบ้าน โดยมีนักต่อสู้ไวรัสที่สวมชุดเหมือนอยู่ในอวกาศปรากฏทั่วไปในเมือง ราวกับพาตัวเองไปอยู่ในโลกของนวนิยายวิทยาศาสตร์สมัยก่อน!

อิตาลีและยุโรปเกือบทั้งทวีปกำลังปรับตัวจัดระเบียบ ปรับวัฒนธรรมการทักทายใหม่ เช่น การใช้ท่อนแขนกระทบทักกันแทนการจับมือหรือจูบแบบที่เคย!

โรคล้างโลกวันนี้! ทุกมุมโลกจึงต้องจัดปรับตัวใหม่ ใส่ใจตัวเองและรับผิดชอบต่อสังคม เพราะหายนะจากการระบาดของโรคร้ายไม่ได้จำกัดอยู่ที่ความรวย-จน เชื้อชาติ เพศสภาพ สีผิว วรรณะ หรืออาชีพใดอาชีพหนึ่งเท่านั้น แต่จะแพร่ไปถึงทุกที่-ทุกคนที่ท้าทาย-ไม่ปรับตัว-ไม่ดูแลตัวเอง!
การลดลงอย่างมีนัยสำคัญในจีน ต้นทางของการระบาดจึงเป็นภาพเชิงบวก เป็นการส่งสัญญาณที่ดีว่า อีกไม่นานโลกจะคืนสู่สภาพปกติ ให้ผู้คนจัดระเบียบ เฝ้าระวังชีวิตด้วยความไม่ประมาท
รับผิดชอบต่อตนเองและสังคมให้ดีก็พอ…